อะไรที่ปกป้องเราได้จากอำนาจวิญญาณแห่งความมืด? PDF พิมพ์ อีเมล

อะไรที่ปกป้องเราได้จากอำนาจวิญญาณแห่งความมืด?

 

    ประชากรของพระเจ้าได้รับการแนะนำให้ยึดเอาพระคัมภีร์เป็นสิ่งคุ้มครองให้พ้นจากกลอุบายล่อลวงของอำนาจวิญญาณแห่งความมืดซาตานพยายามใช้กลอุบายทุกอย่างขัดขวางไม่ให้มนุษย์มีความรู้ในพระคัมภีร์ เมื่อมีการฟื้นฟูกิจการของพระเจ้าทุกแห่ง มันจะพยายามดำเนินงานของมันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกไม่นาน การต่อสู้กับพระคริสต์และบรรดาผู้ติดตามพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายจะปรากฏชัดยิ่งขึ้น จะมีการปลอมแปลงที่คล้ายคลึงกับของจริงมากจนไม่สามารถแยกระหว่างทั้งสองฝ่าย นอกจากพระคัมภีร์เท่านั้นที่ช่วยเราได้

    บรรดาผู้ที่พยายามเชื่อฟังรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าจะถูกขัดขวางและเยาะเย้ย เพื่อให้อดทนต่อการทดสอบนี้ เขาจะต้องเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าตามที่สำแดงในพระวจนะของพระองค์ เขาจะสามารถถวายเกียรติแด่พระองค์ได้ก็ต่อเมื่อมองดูและเข้าใจพระลักษณะการปกครองและพระประสงค์ของพระเจ้าที่ชัดเจนเท่านั้น ไม่มีผู้ใดยืนหยัดในวันแห่งความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายนี้ได้ นอกจากคนที่ปกป้องจิตใจของตนไว้ด้วยความจริงของพระคัมภีร์เท่านั้น
    ก่อนการถูกตรึงบนไม้กางเขน พระผู้ช่วยให้รอดได้อธิบายให้เหล่าสาวกฟังว่าพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์ และฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าทูตสวรรค์เฝ้ารออยู่เพื่อช่วยประทับพระดำรัสของพระองค์ไว้ในความคิดและจิตใจของทุกคน แต่ถ้อยคำเหล่านั้นได้ถูกลบหายไปจากจิตใจของสาวกจนหมดสิ้น เมื่อการทดสอบมาถึง ความตายของพระเยซูจึงทำลายความหวังทั้งหมดของพวกเขา ราวกับว่าพระองค์มิได้ทรงเตือนพวกเขาให้ทราบไว้ล่วงหน้า ดังนั้นในคำพยากรณ์ของอนาคตได้ถูกเปิดเผยต่อหน้าอย่างชัดเจนแล้ว เหมือนกับที่พระคริสต์ได้ทรงเปิดเผยให้แก่เหล่าสาวก
    เมื่อพระเจ้าส่งคำตักเตือน พระองค์ทรงต้องการให้ทุกคนที่ได้ยินข่าวคิดอย่างรอบคอบ การพิพากษาอันน่ากลัวที่ติเตียนเรื่องการกราบไหว้บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน (วิวรณ์ 14:9-11) ควรเป็นสิ่งจูงใจให้ทุกคนศึกษาให้รู้ว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้คืออะไร และจะหลีกเลี่ยงไม่รับเครื่องหมายของมันได้อย่างไร แต่ประชาชนเป็นจำนวนมากไม่ยอมรับความจริงในพระคัมภีร์ เพราะความจริงขัดแย้งต่อความต้องการของจิตใจที่เต็มไปด้วยความผิดบาปของเขา ซาตานจึงหาสิ่งที่พวกเขาชอบมาหลอกลวง
    อย่างไรก็ตามพระเจ้ายังมีประชาชนที่ยึดมั่นในพระคัมภีร์ และพระคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นมาตรฐานของหลักความเชื่อทุกอย่าง และเป็นพื้นฐานของการปรับปรุงแก้ไขทุกอย่าง เพื่อเปรียบเทียบกับความคิดเห็นของนักวิชาการ เหตุผลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การตัดสินใจของที่ประชุมฝ่ายศาสนา เสียงส่วนมากของคนเหล่านี้ไม่ควรถือว่าเป็นสิ่งแสดงว่าชัดเจนหรือขัดแย้งต่อหลักความเชื่อ เราจะต้องเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่ “องค์พระเจ้าทรงตรัสว่า” เท่านั้น ซาตานชักนำประชาชน
ให้ยึดถือเอาศาสนาจารย์ และนักศาสนศาสตร์เป็นผู้นำทาง แทนการศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง เมื่อมันควบคุมผู้นำเหล่านี้ มันก็สามารถมีอิทธิพลเหนือฝูงชนจำนวนมากมายได้
    เมื่อพระคริสต์เสด็จมาประทับในโลก สามัญชนรับฟังพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี แต่มหาปุโรหิตและชนชั้นผู้นำกลับมีอคติต่อพระเจ้า พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับว่าการเป็นพระเมสสิยาห์ของพระองค์ ประชาชนถามว่า “เหตุใดบรรดาผู้ปกครองของเราและธรรมาจารย์ผู้มีวิชาความรู้จึงไม่มีความเชื่อในพระเยซู”  บรรดาครูอาจารย์เหล่าได้นี้ชักชวนไม่ให้ชนชาติยิวยอมรับพระผู้ไถ่ของตนเอง