เกี่ยวกับเรา PDF พิมพ์ อีเมล

ประวัติคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสสากลโดยย่อ

จากระยะเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษครึ่ง คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสมีการเจริญเติบโตขึ้นจากกลุ่มผู้เชื่อกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน ผู้ศึกษา

พระคัมภีร์เพื่อค้าหาความจริงด้วยความมุ่งมั่น ไปสู่ชุมชนผู้เชื่อกระจายไปทั่วโลกกว่า 14 ล้านคน คนเหล่านี้ยึดมั่นคริสตจักรนี้เป็นที่พำนัก

ฝ่ายจิตวิญญาณ หลักของเชื่อของเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเป็นมรดกความเชื่อที่ได้รับจากกลุ่มผู้ติดตามนายวิลเลี่ยม มิลเลอร์ ในยุค 1840 ชื่อ

"เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส" เป็นที่รู้จักก่อนการจัดตั้งคริสตจักรเป็นองค์กรขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1860 ด้วยจำนวนโบสถ์ 125 แห่ง และ

สมาชิกโบสถ์จำนวน 3,500 คน

ระหว่าง ค.ศ. 1831 และ 1844 วิลเลี่ยม มิลเลอร์ นักเทศน์จากคริสตจักรแบ๊บติสต์ และอดีตทหารจากสงครามเมื่อ ค.ศ. 1812 ได้ประกาศข่าว

"การตื่นตัวของผู้รอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง" ของพระเยซูแก่กลุ่มคริสเตียนทั่วไป ทั้งนี้เป็นผลมาจากการศึกษาคำพยากรณ์ของ

พระธรรมดาเนียล8:14 มิลเลอร์ได้คำนวณเวลาและสรุปว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมายังโลกนี้เป็นครั้งที่สองในระหว่าปีค.ศ. 1843 และ 1844

บางคนในกลุ่มผู้เชื่อเหล่านี้คำนวณและกล่าวว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1844 เมื่อพระเยซูไม่ได้เสด็จกลับมาตามที่

คาดหวัง กลุ่มผู้ติดตามมิลเลอร์ผู้ผ่านประสบการณ์ครั้งนั้นเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "การผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่"

บรรดาผู้เข้าร่วมกลุ่มผู้รอคอยพระเยซูครั้งนั้นจำนวนหลายพันคนได้ละทิ้งกลุ่มไปด้วยความผิดหวังในสิ่งที่เคยเชื่อ อย่างไรก็ตามมีบางคน

ในกลุ่มผู้เชื่อได้หันกลับไปศึกษาพระคัมภีร์เพื่อค้นหาเหตุผลของความผิดหวังในครั้งนั้น ไม่นานต่อมาคนเหล่านี้ได้สรุปว่าการกำหนดวันที่

22 ตุลาคม นั้นถูกต้องแล้ว พวกเขาเชื่อว่าคำพยากรณ์ของพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูจะเสด็จมายังโลกนี้ในปี ค.ศ. 1844

แต่เป็นการที่พระองค์ทรงเริ่มพระราชกิจพิเศษในสวรรค์เพื่อผู้ติดตามพระองค์ คนเหล่านี้ยังรอคอยพระเยซูเสด็จกลับมาในอีกไม่ช้านี้ เหมือน

กับสมาชิกคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในอดีตที่เฝ้ารอคอยการเสด็จกลับมาของพระองค์

หลังจาก "การผิดหวังครั้งใหญ่" ได้เกิดผู้นำหลายคนจากกลุ่มเล็กที่ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อ ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มซึ่งต่อมาคือ คริสตจักร

เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ในบรรดาผู้นำที่โดดเด่นเหล่านั้นได้แก่ เจมส์และเอเลน จี. ไว้ท์ สามี ภรรยาที่แต่งงานได้ไม่นาน และโจเซฟ เบ็ตส์

อดีตกัปตันเรือ

จากกลุ่ม "แอ๊ดเวนตีส" หรือผู้รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูกลุ่มเล็ก ๆ นี้ได้เจริญขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐนิวอิงแลนด์ ประเทศสหรัฐ

อเมริกา ขณะที่เกิดเหตุการณ์ "ความผิดหวังครั้งใหญ่" นั้น เอเลน จี. ไว้ท์ ยังอยู่ในวัยสาวรุ่น เติบโตขึ้นเป็นนักเขียน นักเทศน์ และผู้บริหาร

ที่มีความสามารถพิเศษ เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตวิญญาณซึ่งเป็นที่วางใจของสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของแอ๊ดเวนตีสเป็นเวลานานกว่า

เจ็ดสิบปี จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1915 นับตั้งแต่เข้ารวมกลุ่มกับผู้รอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู เธอได้ยึดมั่นใน

ความเชื่อนี้ตลอดมา มีความชื่นชมยินดีที่ได้เข้าร่วมกลุ่มกับประชากรของพระเจ้าด้วยการให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ ผ่านงานเขียนแก่ผู้เชื่อซึ่ง

เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี ค.ศ. 1860 กลุ่มผู้เชื่อที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ได้ผนึกขึ้น ตั้งชื่อว่า เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส (ผู้รอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง

ของพระเยซู ถือรักษาวันที่เจ็ดเป็นวันนมัสการ) ในปี ค.ศ. 1863 ได้จัดตั้งองค์กรคริสตจักรอย่างเป็นทางการด้วยจำนวนสมาชิก 3,500 คน

ระยะแรกการทำงานส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกาเหนือ จนกระทั่ง ค.ศ. 1874 คริสตจักรได้ส่ง เจ. เอ็น. แอนดรูวส์ เป็นผู้ประกาศศาสนา

(มิชชันนารี) คนแรกออกไปทำงานต่างประเทศ ไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1879 ส่งดร. เอช พี. ริบตัน ผู้กลับใจใหม่จาก

ประเทศอิตาลี ไปทำงานในทวีปอาฟริกาช่วงสั้นๆ เมื่อเขาย้ายไปทำงานที่ประเทศอียิปต์ เปิดโรงเรียน แต่โครงการต้องยุติไปเพราะเหตุ

รุนแรงในพื้นที่

ประเทศรัสเซียเป็นประเทศแรกที่ไม่ใชคริสตจักรโปรเตสแตนท์ที่คริสตจักรส่งผู้ประกาศเข้าไปทำงานในปี ค.ศ. 1886 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม

1890 เรือพิทเคร์น เรือขนส่งผู้ประกาศศาสนาเดินทางไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกได้เดินทางออกจากท่าเรือเมืองซานฟานซิสโก คริสเตียน

เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสได้เข้าไปทำงานในประเทศที่ไม่มีคริสเตียนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1894 ได้แก่ประเทศ กาน่า อาฟริกาตะวันตก

และมาตาเบเลแลนด์ในอาฟริกาใต้ ในปีเดียวกันได้ส่งผู้ประกาศศาสนาไปยังประเทศในแถบอเมริกาใต้ ค.ศ. 1896 มีผู้ประกาศเข้าไปยัง

ประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้คริสตจักรกำลังทำงานอยู่ใน 209 ประเทศ (จากจำนวน 230 ประเทศตามที่ได้รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ)

สิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้จำทำขึ้นแจกจ่ายเป็นปัจจัยหลักทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้น นิตยสารแอ็ดเวนท์ริวแอนซาบบาธ (ปัจจุบันชื่อ แอ็ดเวนตีสรีวิว)

เป็นสื่อการพิมพ์หลักของคริสตจักรจำหน่ายในเมืองปารีส รัฐเมน ในปี ค.ศ. 1850 นิตยสารยูธอินสตรัคเตอร์ พิมพ์ในเมืองโรเชสเตอร์

รัฐนิวยอร์ค ในปี ค.ศ. 1852 และนิตยสารไชน์ออฟเดอะไทม์ พิมพ์ในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี ค.ศ. 1874 โรงพิมพ์แห่งแรกของ

คริสตจักรตั้งขึ้นครั้งแรกที่เมืองแบทเทิลครีก รัฐมิชิแกน เริ่มดำเนินงานในปี ค.ศ. 1855 และเข้ารวมเป็นหน่วยงานหนึ่งของสมาคมการพิมพ์ของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส

สถาบันเพื่อการปฏิรูปสุขภาพซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามโรงพยาบาลแบทเทิลครีก เปิดดำเนินงานในปี ค.ศ. 1866 จัดตั้งสมาคมผู้ประกาศ

ศาสนาจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1870 เพื่อบริการผู้รับใช้ทุกคน เครือข่ายโรงเรียนทั่วโลกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1872 และในปี ค.ศ. 1877 ได้

จัดตั้งสมาคมโรงเรียนสะบาโต ในปี ค.ศ. 1903 สำนักงานใหญ่ของริสตจักรได้ย้ายจากเมืองแบทเทิลครีก รัฐมิชิแกน ไปตั้งที่กรุงวอชิงตัน

ดี.ซี. และในปี ค.ศ. 1989 ย้ายไปที่เมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมรี่แลนด์ เป็นศูนย์กลางของการดำเนินการขยายงานต่อไป

 

สิ่งแรกของคริสตจักรแอ๊ดเวนตีสในประเทศไทย

โรงเรียนสะบาโตครั้งแรก
โรงเรียนสะบาโตแห่งแรกจัดตั้งและประชุมศึกษาพระคัมภีร์ในบ้านของนายตัน เทียม ซัว เมื่อปี ค.ศ. 1919 ดำเนินงานต่อเนื่องจนถึง

ค.ศ. 1921 เมื่อเช่าบ้านที่ถนนสี่พระยาเพื่อใช้เป็นสถานที่นมัสการ

 

โบสถ์หลังแรก
อาจารย์ลองเวย์ได้เช่าห้องแถวสองชั้นเพื่อใช้เป็นสถานนมัสการสะพานเหลือง ต่อมานายตัน เทียมฮี้ ถวายห้องแถวบางรักให้แก่กลุ่ม
คริสเตียน

เพื่อใช้เป็นสถานนมัสการ เมื่อสมาชิกกลุ่มเพิ่มมากขึ้น จึงย้ายไปเช่าบ้านที่ซอยทรัพย์เพื่อใช้เป็นห้องนมัสการ ห้องเรียนสอนภาษาจีน

เป็นบ้านพักของศิษยาภิบาล ใช้โรงรถเป็นห้องสมุดสาธารณะ เป็นสถานนมัสการแห่งแรกที่ใช้ชื่อว่า โบสถ์เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส และเป็นที่ตั้ง

โรงเรียนแห่งแรกของคริสตจักร

 

บัพติศมาครั้งแรก
ศาสนาจารย์แพร็ต ประกอบพิธีบัพติศมา "ผลแรกแห่งสยาม" ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 1921 ในสวนลุมพินี มีผู้รับบัพติศมา

จำนวน 4 คน ในวันเดียวกันมีพิธีมหาสนิทครั้งแรก

 

โรงเรียนแอ๊ดเวนตีสแห่งแรก
โรงเรียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งแรกชื่อ "ซัมยก" ตั้งขึ้นที่สีพระยา มีนักเรียน 16 คน ครูหนึ่งคน จัดตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1921

 

พิธีสมรสครั้งแรก
ศาสนาจารย์แพร็ตเป็นผู้ประกอบพีธีสมรสครั้งแรกของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม
ค.ศ. 1928 ของอาจารย์ กอน วุย เหลียง และนางสาว ฮี ซุย เลน ทั้งสองพบกันเมื่อซุย เลน จากครอบครัวที่นับถือพุทธเข้าเรียนหนังสือ

ในโรงเรียนซัมยกในปี ค.ศ. 1972 ทำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน

 

หนังสือเล่มแรกที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
ค.ศ. 1926 ได้จัดให้มีการแปลหนังสือ "Our Day, in the Light of Prophecy" เขียนโดย ดับบลิว. เอ. สไปเซอร์ เป็นภาษาไทย

("แสงแห่งคำพยากรณ์ในสมัยของเรา") ค.ศ. 1972 นิตยสารฉบับแรกพิมพ์เป็นภาษาไทยชื่อ "ชูชาติ" ภายมต้การดำเนินงานของ

อาจารย์เอเบล ต่อมาในปี ค.ศ. 1930 นิตยสารฉบับนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาลาว

คนไทยคนแรกที่รับเชื่อเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
ภารกิจการประกาศข่าวประเสริฐในขณะนั้นอยู่ในแวดวงชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีคนไทยที่รับเชื่อ เมื่อเห็นว่าการประกาศกับคนไทยเริ่ม

มีความก้าวหน้า อ.แพร็ต และ อ.กอน วุย เหลียง ศิษยาภิบาลโบสถ์จีน ได้ไปปิดประชุมประกาศศาสนาที่จังหวัดนครราชสีมา นายเปล่ง

วิเทียมญลักษณ์ ชายหนุ่มที่แสวงหาความหมายของชีวิตได้มีโอกาสศึกษาพระคัมภีร์กับอาจารย์กอน เขาเกรงเพื่อนจะเห็นว่าเขาสนใจ

ศาสนาคริสเตียนจึงเก็บเรื่องเงียบ ต่อมานายเปล่งได้รับเชื่อพระเจ้าและออกไปเป็นบรรณกร ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ที่มี

บทบาทสำคัญในงานด้านการพยาบาลของเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส

 

ค่ายพาธไฟเดอร์ครั้งแรก
เดือนธันวาคม ค.ศ. 1962 มีการจัดค่ายพาธไฟเดอร์ครั้งแรกในประเทศไทย ณ ค่ายสภาคริสตจักร ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์กำจร

ศรีรัตนประภาศ หัวหน้าแผนกเยาวชนรับหน้าที่ผู้ประสานงาน อาจารย์เชสเตอร์ แดมรอน เป็นนักเทศน์ประจำค่าย มีเยาวชนพาธไฟเดอร์เข้าร่วม

100 คน

 

เยาวชนไทยกลุ่มแรกไปประชุมต่างประเทศ
ต้นปี ค.ศ. 1960 เยาวชนไทย (เอ็ม. วี.) หลายโบสถ์ได้เลือกผู้แทนเยาวชนเพื่อเป็นหนุ่มสาวกลุ่มแรกไปเป็นตัวแทนเดินทางไปประเทศ

ฟิลิปินส์เพื่อร่วมประชุมเยาวชนของสำนักงานคริสตจักรภาคตะวันออกไกล (ดิวิชั่น) วันที่ 4-9 เมษายน ค.ศ. 1961 ได้แก่ ชลอ อาตมผดุง

โบสถ์เชียงใหม่ ฉลี ชื่นชอบ โบสถ์อุบลฯ โสภณ ใจเกื้อ โบสถ์ภูเก็ต จักรัฐ สุขชีวิน จากโบสถ์กรุงเทพฯ ทัศนีย์ แซ่อู๋ โรงพยาบาลมิชชั่น

ขิมทอง วสุเพ็ญ ศรีรัตน์ โสรัจจกุล จากโรงเรียนแอ๊ดเวนตีสเอกมัย เยาว์ ปัจฉิมรัตน์ จากอุบลฯ และตัวแทนพิเศษอีกหลายคน

 

มูลนิธิเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิแรกของคริสตจักร
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นรัฐบาลไทยได้เลือกเข้าฝ่ายอักษะซึ่งมีญี่ปุ่นและเยอรมันนีเป็นผู้นำ ทรัพย์สินของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์

แอ๊ดเวนตีสซึ่งถือว่าดำเนินการโดยมิชชันนารีอเมริกันถูกยึด ทำให้ผู้นำสหมิชชั่นมาลายันและสำนักงานมิชชั่นเห็นควรหาทางปกป้องทรัพย์สิน

ของคริสตจักรในอนาคต ในปี ค.ศ. 1956 จึงเริ่มดำเนินการขออนุญาต ค.ศ. 1962 จัดตั้งเป็นมูลนิธิ อาจารย์กำจร ศรีรัตนประพาส เป็นประธาน

 

การเปิดประชุมประกาศศาสนาในกรุงเทพฯครั้งแรก
ครั้งแรกที่คริสตจักรในประเทศไทยที่จัดให้มีการประกาศศาสนาในกรุงเทพฯ เป็นเวลาสามสัปดาห์ ในหอประชุมสวนลุมพินี เริ่มเมื่อวันที่

28 เมษายน 1964 อาจารย์สันติ โสรัจจกุล เป็นนักเทศน์ อาจารย์เวสเตอร์ แดมรอนเป็นผู้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ ครูและสมาชิกโบสถ์ร่วมมือ

ในการแจกใบปลิว นายแพทย์ แอล. จี. ลัดดิงตัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมิชชั่น นายแพทย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด นำเสนอรายการเกี่ยวกับ

ด้านสุขภาพ มิสซิสเฮเลน สเปรงเกล เป็นหัวหน้าคณะนักร้อง

 

สร้างตึกสำนักงานมิชชั่นและโรงพิมพ์
คริสตจักรจัดตั้งมิชชั่นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1919 ใช้อาคารบ้านพักของอาจารย์ เอฟ. เอ. แพร็ต เป็นที่ทำงาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 เมื่ออาจารย์

เอ. พี. ริตส์ รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจึงย้ายไปที่บ้านพักของท่านที่ถนนสุริวงศ์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองสำนักงานย้ายไปอยู่ที่บ้าน

อาจารย์ วี. แอล. กอน ในปี ค.ศ. 1947 หลังจากการก่อสร้างอาคารโรงเรียนของมิชชั่นเสร็จ ได้ใช้อาคารเรียนเป็นที่ทำการ จนกระทั่งไฟไหม้

อาคารเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1952 จึงย้ายไปตั้งที่ชั้นหนึ่งของตึกสูติกรรม โรงพยาบาลมิชชั่นเป็นการชั่วคราว

สำนักงานภาคตะวันออกไกลและสหมิชชั่น มีมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1961 ให้สร้างสำนักงานมิชชั่นและโรงพิมพ์บนที่ดินเอกมัย

กรุงเทพฯ วันที่ 25 กรกฎาคม 1962 นายฟลอยด์ วิตติงตัน ผู้แทนจากสถานฑุตอเมริกัน กล่าวสุนทรพจน์และเป็นประธานพิธีเปิดอาคาร

วันที่ 9 มิถุนายน 1963 มีพิธีเปิดโรงพิมพ์ มิสเตอร์ อี. เอ. เพนเดอร์ เป็นผู้จัดการคนแรก หนังสือสองเล่มแรกที่จัดพิมพ์ขึ้นคือ

"Guardian of Health" (คู่มือรักษาสุขภาพ) และหนังสือ "สันติวิถี"

 

สมาชิก 500 คนแรก และ 1000 คนแรก
คริสตจักรเริ่มต้นด้วยสมาชิก 14 คน ในปี ค.ศ. 1919 เวลานาน 18 ปี สมาชิกโบสถ์เซเว่นเดย์แอ๊ดเวนตีส เพิ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็น 100 คน

ในปี 1958 เพิ่มขึ้นเป็น 500 คน และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1964 เพิ่มขึ้นเป็น 1000 คน ในวันนี้มีผู้รับบัพติศมาทั่วประเทศ 23 คน

โรงเรียนประจำแห่งแรกของคริสตจักร
อาจารย์จอห์น ดิ๊บดอล ได้เริ่มเปิดโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ขึ้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ ค.ศ. 1971 เป็นโรงเรียนประจำ

มีหอพักสำหรับผู้เรียน เดือนพฤษภาคม 1974 อาจารย์ชลอ อาตมาผดุง เริ่มการทำงานเพื่อจัดตั้งโรงเรียนมัธยม "เชียงใหม่มัธยม"

มีหอพักประจำสำหรับนักเรียนบุตรหลานสมาชิกในพื้นที่เดียวกัน เปิดทำการเมื่อเดือนพฤษภาคม 1974 โรงเรียนทั้งสองแห่งรวมเข้า

เป็นสถาบันเดียวกันเมื่อ ค.ศ. 1980 อาจารย์นงนุช แบสซั่ม เป็นผู้อำนวยการ

 

ผู้แทนคนไทยคนแรกเข้าร่วมประชุมของคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสสากล
ในปี ค.ศ. 1946 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง สำนักงานคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสสากลได้จัดให้มีการประชุมครบรอบสี่ปี

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คุณเปล่ง วิเทียมญลักษณ์ ได้รับการเลือกให้เป็นผู้แทนจากคริสตจักรในประเทศไทย เป็นคนไทยคนแรกใน

ประวัติศาสตร์ของคริสตเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมการประชุมของคริสตจักรสากล การเดินทางด้วย

เครื่องบินทหาร หยุดแวะระหว่างทางในหลายประเทศ การเดินทางใช้เวลาทั้งสิ้นแปดวันจึงถึงประเทศสหรัฐ และใช้เวลายี่สิบวันเดินทางกลับ

ประเทศไทยทางเรือ คุณเปล่งได้มีโอกาสเล่าเรื่อง พระราชกิจของพระเจ้าในประเทศไทยแก่ที่ประชุมฟัง ระหว่างเดินทางกลับคุณเปล่งแวะ

ที่ประเทศเวียดนามและได้ประสบกับการต่อสู้ระหว่างคนเวียตนามกับทหารฝรั่งเศส สามารถหลบหนีรอดพ้นอันตราย เมื่อเดินทางไปถึงสิงคโปร์

ก็พบกับสภาพความหายนะซึ่งเกิดจากผลของสงครามโลกอย่างน่าตกใจ ประชาชนนับพันๆ คนเดินไปตามถนนขออาหารด้วยความหิวโหย

ในที่สุดคุณเปล่งก็ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยด้วยความปลอดภัย โดยเรือของประเทศเดนมาร์ก หลังจากได้พบประสบการณ์

อันน่าตื่นเต้นอย่างไม่มีวันลืม

ระยะเวลาหนึ่งร้อยปีนับจากมิชชั่นนารีคนแรกผู้มีใจปรารถนาจะหว่านเมล็ดแห่งความจริงได้ทำให้คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสกำเนิด
ขึ้นใน

ประเทศไทย หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาคริสตจักรในประเทศไทยเผชิญทั้งความเจริญก้าวหน้าและภาวะถดถอย พระเจ้ายังทรงนำให้คริสตจักร

ก้าวต่อไป เราทั้งหลายจึงต้องให้ภารกิจนี้สำเร็จ เพื่อข่าวประเสริฐจะประกาศไปทุกทิศทั่วประเทศไทย การท้าทายของคริสตจักรที่ต้องเผชิญ

ต่อไปก็คือ การเพิ่มขึ้นของพลเมืองและสังคมเสรีที่ต้องนำวิธีการประกาศที่เหมาะสมมาใช้ดำเนินงาน สมาชิกคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์

แอ๊ดเวนตีสทุกคน พึงรับความท้าทายนี้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ โดยการทรงช่วยเหลือของพระเจ้าจนกว่าพระองค์เสด็จกลับมา

 

 

หลักข้อเชื่อของเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส

เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสรับเอาพระคัมภีร์เป็นหลักความเชื่อเพียงแหล่งเดียว และถือปฏิบัติตามพื้นฐานความเชื่อ ตามคำสอนของพระคัมภีร์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ เหล่านี้ตามที่สรุปไว้ตรงนี้ เป็นหลักข้อเชื่อที่คริสตจักรมีความเข้าใจ และแสดงออกในคำสอนของพระคัมภีร์ การปรับปรุง

แก้ไขถ้อยคำนี้จะทำได้ต่อเมื่อมีตัวแทนจากทั่วโลกมา ประชุมกันครบรอบห้าปีของสำนักงานใหญ่หรือเมื่อคริสตจักรได้ทรงนำจากพระวิญญาณ

บริสุทธิ์ให้เข้าใจในความจริงของพระคัมภีร์มากขึ้น หรือเมื่อพบภาษาที่จะสำแดง คำสอนในพระวจนะศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าได้ดีขึ้น

 

1.พระคริสตธรรมคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์
พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เป็นพระวจนะ ของพระเจ้าที่เขียนขึ้นมาจากการดลใจของพระเจ้าผ่านทาง

มนุษย์ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ ผู้ได้สอนและเขียนไว้ตามที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระวจนะนี้ พระเจ้าได้ทรงมอบความรู้

ที่จำเป็นสำหรับความรอดพ้นจากบาปให้แก่มนุษย์ พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์เปิดเผยน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ไม่ผิดพลาด เป็นมาตรฐานในการ

ประพฤติปฏิบัติ เป็นสิ่งตรวจสอบการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งเปิดเผยให้เห็นหลักข้อเชื่อด้วยสิทธิอำนาจ และเป็นบันทึกให้เห็นถึงพระราชกิจของ

พระเจ้าในประวัติศาสตร์ที่สามารถเชื่อถือได้ (2 เปโตร 1:20; 21; 2 ทิโมธี 3:16; 17; สดุดี 119:105; สุภาษิต 30:5; 6; อิสยาห์ 8:20;

ยอห์น 17:17; 1 เธสะโลนิกา 2:13; ฮีบรู 4:12)

 

2.ตรีเอกานุภาพ
มีพระเจ้าองค์เดียว พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งสามทรงเป็นพระองค์เดียวกันตลอดนิรันดร์ พระเจ้าทรงเป็นองค์อมตะ

สรรพานุภาพ สัพพัญญู เหนือทุกสิ่ง และสากลสถิต พระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร์และเกินกว่าการหยั่งรู้ของมนุษย์ ถึงกระนั้น มนุษย์สามารถ

รู้จักพระองค์จากการทรงเปิดเผยพระองค์เอง พระองค์ทรงสมควรรับการนมัสการ ได้รับการเคารพบูชาและรับการปรนนิบัติจากสรรพสิ่ง

ที่พระองค์ทรงสร้างตลอดไปเป็นนิตย์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4; มัทธิว 28:19; 2 โครินธ์ 13:14; เอเฟซัส 4:4-6; 1 เปโตร 1:2;

1 ทิโมธี 1:17; วิวรณ์ 14:7)


3.พระเจ้าพระบิดา
พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นพระผู้ทรงสร้าง เป็นแหล่งที่มา เป็นผู้ผดุงรักษา และทรงฤทธานุภาพเหนือสิ่งสารพัด พระองค์ทรงยุติธรรมและ
บริสุทธิ์

ศักดิ์สิทธิ์ ทรงพระคุณและพระกรุณาคุณ ทรงพิโรธช้า ทรงมีความรักอันอุดมและสัตย์จริงเป็นนิตย์ นอกจากนี้ พระองค์ทรงเปิดเผยคุณลักษณะ

และฤทธิ์เดชในพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย (ปฐมกาล 1:1; วิวรณ์ 4:1; 1 โครินธ์ 15:8; ยอห์น 3:6; 1 ยอห์น 4; 1 ทิโมธี 1:7;

อพยพ 34:7; ยอห์น 14:)

 

4.พระเจ้าพระบุตร
พระเจ้าพระบุตรองค์นิรันดร์เสด็จมาเป็นมนุษย์ในพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงเปิดเผยพระลักษณะของพระเจ้า

ทรงกระทำให้แผนงานแห่งความรอดสำเร็จ และโลกได้รับการพิพากษา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้ตลอดนิรันดร์ และทรงเป็นมนุษย์แท้

พระองค์ทรงปฏิสนธิและประสูติจากหญิงพรหมจารีมารีย์โดยเดช พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงดำรงชีพและได้รับประสบการณ์การ

ทดลองเช่นเดียวกับมนุษย์ ทรงเป็นเยี่ยงอย่างการเป็นผู้ชอบธรรมและความรักของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ การกระทำการอัศจรรย์ของ

พระองค์ทำให้ประจักษ์ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าและได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญาของพระเจ้า พระองค์ทรง

ทนทุกข์ทรมาน และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปและตายแทนที่เราทั้งหลายด้วยความสมัครใจ ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย

และเสด็จสู่สวรรค์ เพื่อปรนนิบัติอยู่ ณ สถานศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์เพื่อเราทั้งหลาย พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกด้วยพระสิริเพื่อการช่วยกู้

บรรดาประชากรครั้งสุดท้ายและทำให้ทุกสิ่งกลับคืนมาดังเดิม (ยอห์น 1:1- 3; 14; โคโลสี 1:15-19; ยอห์น 10:30; 14:19;

โรม 6:23; 2 โครินธ์ 3:18; เอเฟซัส 4:11; 12; กิจการ 1:8; ยอห์น 14:16-18; 26; 15:26-27; 16:7-13)

 

5.พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์
พระเจ้าพระวิญญาณองค์นิรันดร์ ทรงร่วมกับพระบิดาและพระบุตรในการเนรมิตสร้าง การเสด็จมาเป็นมนุษย์ และการไถ่บาปของพระบุตร

พระองค์ทรงเป็นผู้ดลใจผู้เขียนพระคัมภีร์ ทรงประทานพลังอันแก่ชีวิตการรับใช้ของพระคริสต์ พระองค์ทรงนำมนุษย์ออกมาและให้เขา

ยอมรับตนเอง และประทานพลังให้แก่บรรดาผู้ตอบสนองต่อการสร้างชีวิตใหม่ รับการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ไปสู่ฉายาใหม่ของพระเจ้า

พระเจ้า พระบิดาและพระบุตรได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาประทับอยู่ใกล้บรรดาบุตรของพระองค์พระวิญญาณทรงมอบของประทานฝ่าย

จิตวิญญาณต่างๆ ให้แก่คริสตจักร มอบอำนาจให้คริสตจักรเป็นพยานของพระคริสต์ และนำคริสตจักรให้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระคัมภีร์

ซึ่งนำไปสู่ความจริงทั้งมวล (ปฐมกาล 1:1; 2 ลูกา 1:35; 4:18; กิจการ 10:38; 2 เปโตร 1:21; 2 โครินธ์ 3:18; เอเฟซัส 4:11,12;

กิจการ 1:8; ยอห์น 14:16-18; 26,15:26; 27; 16:7-13)

 

6.การเนรมิตสร้าง
พระเจ้าทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างสรรพสิ่ง และได้เปิดเผยรับรองถึงพระราชกิจแห่งการเนรมิตสร้างไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในหกวัน
พระเจ้าได้

ทรง "เนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน" และบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหนือแผ่นดินโลก และทรงหยุดพักในวันที่เจ็ดของสัปดาห์แรก ด้วยเหตุนี้

พระองค์ได้ทรงสถาปนาวันสะบาโตขึ้นให้เป็นอนุสรณ์นิรันดร์แห่งการเนรมิตสร้างทุกสิ่งสมบูรณ์ของพระเจ้า มนุษย์คู่แรกได้รับการสร้าง

ตามพระฉายาของพระเจ้า เป็นผลงานพิเศษของการสร้าง และมอบหมายความรับผิดชอบให้เขาดูแลโลกนี้ เมื่อสร้างโลกเสร็จแล้ว ทุกอย่าง

ทรงเห็นว่า "ดี" ประกาศพระสิริของพระเจ้า (ปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 อพยพ 20:8-11; สดุดี 19:1-6; 33:6; 9; 104; ฮีบรู 11:3)

 

7.ลักษณะตามธรรมชาติของมุษย์
มนุษย์ทั้งชายและหญิงได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า มีความเป็นปัจ-เจก มีอำนาจและมีอิสระในการคิดและการกระทำ แม้ว่า

เขาได้รับการสร้างให้เป็นผู้มีอิสระ มนุษย์มีร่างกาย ความคิดและจิตวิญญาณที่เป็นเอกภาพไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อบิดามารดา

คู่แรกไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาปฏิเสธการพึ่งพาพระองค์และหลุดออกจากตำแหน่งสูงภายใต้การปกครองของพระเจ้า พระฉายาของพระองค์ที่

เขามีอยู่สูญเสียไปและเขาตกอยู่ในสภาพที่ต้องตาย ลูกหลานของเขาได้รับผลของการหลงผิดและได้รับผลของการกระทำนั้น ลูกหลาน

เหล่านั้นเกิดมาด้วยธรรมชาติที่อ่อนแอและมีแนวโน้มกระทำการชั่ว แต่พระเจ้าได้นำโลกนี้กลับคืนดีกับพระองค์โดยทางพระคริสต์และโดย

พระวิญญาณของพระองค์ ได้นำพระฉายาของพระผู้สร้างของเขากลับคืนมาสู่มนุษย์ผู้ต้องตายที่กลับใจใหม่อีกครั้ง มนุษย์ได้รับการสร้าง

ขึ้นมาเพื่อถวายพระสิริแก่พระเจ้า เขาได้รับการทรงเรียกให้รักพระองค์และรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ดูแลสิ่งแวดล้อมของเขา

(ปฐมกาล 1:26-28; 2:7; สดุดี 8:4-8; กิจการ 17:24-28; ปฐมกาล 3; สดุดี 51:5; โรม 5:12-17; 2 โครินธ์ 5:19; 20; สดุดี 51:10;

1 ยอห์น 4:7; 8; 11; 20; ปฐมกาล 2:15)

8.การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์กับซาตาน
บัดนี้มนุษยชาติได้เกี่ยวข้องในการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่าง พระคริสต์และซาตานในเรื่องพระลักษณะของพระเจ้า พระบัญญัติและความเป็น

ผู้มีอำนาจครอบครองเหนือจักรวาลของพระองค์ ความขัดแย้งนี้เริ่มขึ้นในสวรรค์ เมื่อผู้ที่ได้รับการสร้างขึ้นผู้หนึ่ง ได้รับมอบความมีอิสรภาพ

ในการเลือก ได้ยกย่องตนเองขึ้นกลายมาเป็นซาตาน เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า และนำไปสู่การกบฏของ ทูตสวรรค์จำนวนหนึ่งในสาม ซาตาน

เมื่อนำเอาอาดัมและเอวากระทำบาป เป็นผู้ริเริ่มความคิดในการกบฏเข้ามาในโลก ความบาปที่เกิดกับมนุษย์ส่งผลให้พระฉายาของพระเจ้า

ในชีวิตของมนุษย์บิดเบือนไป ทำให้โลกเกิดความยุ่งเหยิง และในที่สุดนำไปสู่การถูกล้างทำลายด้วยน้ำท่วมโลก บรรดาสรรพสิ่งที่ได้รับการ

สร้างได้เห็นภาพของความขัดแย้งแห่งจักวาล จนในที่สุดพระเจ้าแห่งความรักจะทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นฝ่ายถูกต้อง พระคริสต์

ได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และทูตสวรรค์ผู้สัตย์ซื่อเพื่อช่วยเหลือบรรดาประชากรของพระองค์ในการต่อสู้อันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อชี้แนะปกป้องและ

อุ้มชูเขาให้ดำเนินไปตามวิถีแห่งการไถ่ให้รอด (วิวรณ์ 12:4-9; อิสยาห์ 14:12-14; เอเศเคียล 28:12-18; ปฐมกาล 3; โรม 1:19-32;

5:12-21; 8:19-22; ปฐมกาล 6-8;" 2 เปโตร 3:6; 1 โครินธ์ 4:9; ฮีบรู 1:14)

 

9.ชีวิต ความมรณา และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์
จากชีวิตที่เชื่ออันสมบูรณ์แบบของพระคริสต์ต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า การทนทุกข์ ความมรณาและการเป็นขึ้นมาจากควาตายของพระองค์

พระเจ้าได้ทรงให้เป็นการไถ่บาปของมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้มีความเชื่อ ยอมรับการไถ่นี้จะได้รับชีวิตนิรันดร์ และบรรดาสิ่งที่พระเจ้า

สร้างไว้แล้วจะเข้าใจความรักนิรันดร์และบริสุทธิ์ของพระผู้สร้าง การไถ่อันสมบูรณ์แบบนี้พิสูจน์ให้เห็นความชอบธรรมของพระบัญญัติของ

พระเจ้า และพระลักษณะอันบริสุทธิ์งดงามของพระองค์ เพราะสิ่งนี้ประณามความบาปและให้การอภัยแก่เราด้วย ความมรณาของพระคริสต์

ทดแทนและชดเชย นำสู่การคืนดีและเปลี่ยนแปลงชีวิต การเป็นขึ้นมจากความตายของ พระคริสต์ประกาศชัยชนะของพระเจ้าเหนือพลังอำนาจ

ของมาร บรรดาผู้รับเอาการไถ่จึงมีความมั่นใจในชัยชนะครั้งสุดท้ายเหนือความบาปและความตาย เป็นการประกาศความเป็นเจ้าเหนือทุกสิ่ง

ของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ทุกหัวเข่าทั้งบนสวรรค์และในโลกต้องคุกเข่าต่อพระองค์ (ยอห์น 3:16; อิสยาห์ 53; 1 เปโตร 2:21; 22;

1 โครินธ์ 15:3; 4; 20-22; 2 โครินธ์ 5:14; 15; 19-21; โรม 1:4; 3:25; 4:25; 8:3; 4; 1 ยอห์น 2:2; 4:10; โคโลสี 2:15; ฟิลิปปี 2:6-11)

 

10.ประสบการณ์แห่งความรอด
ความรักและพระเมตตานิรันดร์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำให้พระคริสต์ ผู้ไม่เคยทำผิดบาปต้องมีบาปเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อโดยพระองค์นั้นเรา

ทั้งหลายจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้า โดยการทรงนำของ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เราสำนึกความต้องการความรู้ถึงสภาพความเป็น

คนบาปของตนเองกลับใจจากการละเมิด และฝึกฝนความเชื่อที่มีในพระเยซูผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นผู้ตาย

แทนและเป็นแบบอย่างแก่เรา ความเชื่อที่นำให้รับเอาความรอดได้มาจากฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะ และเป็นของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า

เราทั้งหลายได้รับการทำให้เป็นผู้ไร้ผิดโดยพระคริสต์ ได้รับเข้าเป็นบุตรชายและบุตรหญิงของพระเจ้า เป็นผู้ได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจ

ของบาป เราทั้งหลายได้รับการบังเกิดใหม่และชำระให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณอีกครั้ง พระวิญญาณทรงสร้างจิตใจใหม่ จารึกพระบัญญัติแห่ง

ความรักของพระเจ้าไว้ในจิตใจ และได้รับฤทธิ์เดชในการดำเนินชีวิตอันบริสุทธิ์ เมื่อเข้าสนิทกับพระองค์เราทั้งหลายเป็นผู้มีส่วนในการพิพากษาด้วย (2 โครินธ์ 5:17-21; ยอห์น 3:16; กาลาเทีย 1:4; 4:4-7; ทิตัส 3:3-7; ยอห์น 16:8; กาลาเทีย 3:13; 14; 1 เปโตร 2:21;

22; โรม 10:17; ลูกา 17:5; มาระโก 9:23; 24; เอเฟซัส 2:5-10; โรม 3:21-26; โคโลสี 1:13; 14; โรม 8:14-17; กาลาเทีย 3:26;

ยอห์น 3:3-8; 1 เปโตร 1:23; โรม 12:2; ฮีบรู 8:7-12; เอเศเคียล 36:25-27; 2 เปโตร 1:3; 4; โรม 8:1-4; 5:6-10)

 

11.เติบโตขึ้นในพระคริสต์
จากการสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระเยซูได้ชัยชนะเหนืออำนาจของความชั่ว พระองค์ทรงปราบอำนาจของวิญญาณร้าย ขณะที่ทรงดำเนิน

พันธกิจในโลก พระองค์ได้ทรงสลายอำนาจของมัน และได้กำหนดชะตากรรมสุดท้ายเอาไว้ ชัยชนะของพระเยซูได้ทำให้เราได้รับชัยชนะ

เหนืออำนาจของมารร้าย ซึ่งพยายามจะควบคุมเรา ขณะที่เราดำเนินไปกับพระองค์ในสันติสุข ความชื่นชมยินดี และมั่นคงในความรักของ

พระองค์ บัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา และประทานอำนาจให้เรา ให้เราอุทิศตัวต่อพระเยซูอย่างต่อเนื่อง ในฐานะพระองค์ทรงเป็น

พระผู้ช่วยให้รอด และองค์พระเจ้า เราทั้งหลายเป็นอิสระจากภาระในอดีต เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ในความมืด และไม่ต้องกลัวอำนาจของมารร้าย

อีกต่อไปไม่มีความไม่รู้ ชีวิตที่ไร้ความหมายของชีวิตอย่างเดิมของเราอีกต่อไป แต่มีเสรีภาพใหม่ในพระคริสต์ เราถูกเรียกให้เติบโตสู่ความ

ละม้ายกับอุปนิสัยของพระองค์ จงสื่อสารกับพระองค์ในแต่ละวันด้วยการอธิษฐาน และเติมด้วยพระวจนะของพระองค์ จงใช้เวลาตรึกตรอง

ในสิ่งที่พระองค์จัดหาให้ ร้องเพลงสรรเสริญพระนาม และนัดหมายคน มาร่วมนมัสการพระองค์ และมีส่วนในพันธกิจของคริสตจักร ขณะที่

เราถวายตัวรับใช้ด้วยความรักแก่คนที่อยู่รอบๆ ตัวเราในการเป็นพยานถึงความรอดของพระองค์ ทรงสถิตอยู่กับเราทั้งหลายผ่านทาง

พระวิญญาณของพระองค์ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงทุกขณะจิต และภาระทุกอย่าง และเป็นประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณจิตของเราทั้งหลาย

(สดุดี 1:1,2; 23:4; 77:11-12; โคโลสี 1: 13; 14; 2 : 6,14; 15; ลูกา 10: 17-20; เอเฟซัส 5:19-20; 6:12-18; 1 เธสะโลนิกา 5:23;

2 เปโตร 2:9; 3:18; 2 โครินธ์ 3:17-18; ฟิเลโมน 3:7-14; 1 เธสะโลนิกา 5: 16-18; มัทธิว 20: 25-28; ยอห์น 20:21;

กาลาเทีย 5: 22-25; โรม 8: 38-39; 1 ยอห์น 4: 4; ฮีบรู 10: 25)

 

12.คริสตจักร
คริสตจักรเป็นชุมชนของบรรดาผู้เชื่อที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด เราทั้งหลายได้รับการทรงเรียก

ให้ออกมาจากโลก ดำเนินตามวิถีแห่งประชากรของพระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม เราร่วมกันในการนมัสการและสามัคคีธรรม

ในการสั่งสอนพระวจนะ ในการฉลองอาหารมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อการรับใช้เพื่อนมนุษย์และเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐไป

ทั่วโลก คริสตจักรได้รับสืบทอดสิทธิอำนาจมาจากพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระวาทะที่บังเกิดเป็นเนื้อหนัง และจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้

เขียนไว้ คริสตจักรเป็นวงศ์วานของพระเจ้า พระองค์ได้รับไว้เป็นบุตรของพระองค์ สมาชิกทั้งหลายจึงดำรงอยู่บนพื้นฐานของพันธสัญญาใหม่

คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ เป็นชุมชนแห่งความเชื่อโดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะ คริสตจักรเป็นเจ้าสาวที่พระคริสต์ได้ตายแทนพระองค์

จะได้ชำระและลบมลทินคริสตจักรไว้ เมื่อพระองค์เสด็จมาด้วยชัยชนะ จะทรงนำคริสตจักรถวายคริสตจักรนั้นเพื่อพระสิริของพระองค์ รวมทั้ง

บรรดาผู้สัตย์ซื่อตลอดทุกยุคสมัย ผู้ได้รับการซื้อไว้แล้วด้วยพระโลหิตของพระองค์ และผู้ไร้ตำหนิ ริ้วรอยใดๆ แต่บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน

(ปฐมกาล 12:3; กิจการ 7:38; เอเฟซัส 4:11-15; 3:8-11; มัทธิว 28:19; 20; 16:13-20; 18:18; เอเฟซัส 2:19-22; 1:22; 23; 5:23-27;

โคโลสี 1:17; 18)

 

13.คริสตจักรที่เหลืออยู่ และพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรแห่งโลกนี้ประกอบไปด้วยบรรดาผู้เชื่อพระคริสต์อย่างแท้จริง แต่ในวาระสุดท้าย เป็นเวลาที่มีการละทิ้งความจริงในศาสนา

คริสตจักรที่เหลืออยู่ได้รับการทรงเรียกให้ออกมารักษาพระบัญญัติของ พระเจ้าและความเชื่อของพระเยซู คริสตจักรที่เหลืออยู่นี้ประกาศ

เรื่องการพิพากษาเริ่มขึ้นแล้ว ประกาศเรื่องความรอดโดยพระคริสต์ และป่าวประกาศเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองที่ใกล้เข้ามาแล้ว การทำ

หน้าที่นี้เป็นสัญลักษณ์ถึงทูตสวรรค์สามองค์ของพระธรรมวิวรณ์บทที่ 14 ซึ่งสอดคล้องกับภาระกิจการพิพากษาในสวรรค์ ยังผลให้เกิดการ

กลับใจและการเปลี่ยนแปลงใหม่ในโลก ผู้เชื่อทุกคนได้รับการเรียกให้มีส่วนในการเป็นพยานร่วมกันทั่วโลก (วิวรณ์ 12:17; 14:6-12;

18:1-4; 2 โครินธ์ 5:10; ยูดา 3; 14; 1 เปโตร1:16-19; 2 เปโตร 3:10-14; วิวรณ์ 21:1-14)

 

14.เอกภาพในพระกายของพระคริสต์
คริสตจักรเป็นกายหนึ่งเดียวของมวลสมาชิกผู้ได้รับการเรียกออกมาจากทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ ทุกภาษาและจากคนทั้งปวง ในพระคริสต์เรา

เป็นผู้ได้รับการสร้างใหม่ มีความแตกต่างของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ความรู้และสัญชาติ และมีความแตกต่างกันระหว่างคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำ

ความรวยและความจน เพศชายและเพศหญิง ทั้งหมดนี้ไม่ควรทำให้เรามีความแตกแยกกัน เราทั้งหลายมีความเท่าเทียมกันในพระคริสต์ โดย

พระวิญญาณบริสุทธิ์พระองค์ได้ผูกพันเราทั้งหลายไว้กับพระองค์และผูกพันไว้กับพี่น้อง รับใช้กันและกันโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังหรือถือตัว

เราทั้งหลายแบ่งปันความเชื่อและความหวังที่เหมือนกันตามที่พระเยซูคริสต์ได้เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ และมุ่งหน้าออกไปเป็นพยานแก่คน

ทั้งปวง ความเป็นเอกภาพที่มาของความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ผู้ทรงรับเราทั้งหลายไว้เป็นบุตรของพระองค์แล้ว

(โรม 12:4; 5; 1 โครินธ์ 12:12-14 มัทธิว 28:19; 20 สดุดี 133:1; 2 โครินธ์ 5:16; 17 กิจการ 17:26; 27 กาลาเทีย 3:27; 29

โคโลสี 3:10-15 เอเฟซัส 4:14-16; 4:1-6 ยอห์น 17:20-23)

 

15.บัพติศมา
คริสเตียนแสดงความเชื่อออกมาด้วยการรับบัพติศมาเข้ามีส่วนในความตายและการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ เป็นพยานถึง

การตายต่อบาปของเราและจุดหมายที่จะดำเนินชีวิตใหม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด

มาเป็นประชากรของพระองค์ และรับเข้ามาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของพระองค์ พิธีบัพติศมาเป็นสัญลักษณ์ว่าเราเข้าสนิทกับพระคริสต์ การ

ให้อภัยบาป และการที่เราทั้งหลายได้รับเอาพระวิญญาณบริสุทธิ์ การจุ่มลงในน้ำทั้งตัวอันเป็นการยืนยันถึงความเชื่อที่มีต่อพระเยซูและเป็น

หลักฐานแสดงถึงการกลับใจจากความบาป เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของ พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์และยอมรับคำสอนเหล่านั้น (โรม 6:1-6;

โคโลสี 2:12-13; กิจการ 16:30-33; 22:16; 2:38 มัทธิว 28:19; 20)

 

16.พิธีมหาสนิท
พิธีมหาสนิทคือการเข้ามีส่วนร่วมในสัญลักษณ์แห่งการรับเอาพระกายและพระโลหิตของพระเยซู เป็นการแสดงออกซึ่งความเชื่อที่มีต่อ

พระองค์ ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ในการเข้าสนิทกับพระคริสต์นั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางที่ประชุม

เพื่อเสริมกำลังให้แก่ผู้เชื่อให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่เราเข้าส่วนในพิธีนี้ เท่ากับเป็นการประกาศเรื่องความตายของพระองค์ด้วยความชื่นชม

ยินดีจนกว่าพระองค์เสด็จกลับมา ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่พิธี ผู้ร่วมพิธีจะสำรวจตนเอง กลับใจใหม่และสารภาพความผิดบาปของเขา

พระอาจารย์ได้สถาปนาพิธีล้างเท้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงการชำระตัวใหม่ เพื่อแสดงออกถึงความยินดีรับใช้กันและกันตามแบบอย่างการถ่อมตัว

ของพระคริสต์ เพื่อผูกพันหัวใจของเราด้วยความรักพิธีมหาสนิทเปิดกว้างสำหรับคริสเตียนผู้เชื่อทุกคน (1 โครินธ์ 10:16; 17; 11:23-30

มัทธิว 26:17-30; วิวรณ์ 3:20; ยอห์น 6:48-63; 13:1-17)

 

17.ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณและพันธกิจการรับใช้
ตลอดทุกยุคสมัยที่ผ่านมาพระเจ้าทรงมอบของประทานฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่สมาชิกของคริสตจักร ให้แต่ละคนได้รับของประทานเหล่านี้

เพื่อนำไปรับใช้ด้วยความรัก เพื่อประโยชน์แก่คริสตจักรและสังคมมนุษย์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบของประทานเหล่านี้ แบ่งปันแก่

สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนตามน้ำพระทัยของพระองค์ ของประทานให้ความสามารถ และการรับใช้ตามที่คริสตจักรต้องการ เพื่อปฏิบัติงานให้

สำเร็จตามที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมาย ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ของประทานเหล่านี้ได้แก่การรับใช้ด้วยความเชื่อ การเยียวยา การเผย

พระวจนะ การประกาศข่าว การสอน การบริหารการเป็นคนกลางเพื่อสร้างการคืนดี การมีใจเมตตาและเสียสละเพื่อการรับใช้ การบรรเทาทุกข์

เพื่อนมนุษย์ด้วยการช่วยเหลือ และหนุนใจสมาชิกคริสตจักร บางคนได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าและได้รับความสามารถจากพระวิญญาณ

ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อการรับใช้ที่ได้รับการยอมรับจากคริสตจักร ด้วยการทำหน้าที่เป็นศิษยาภิบาล นักเทศน์ประกาศศาสนา เป็นอัครทูตและ

รับใช้ในการสอนซึ่งเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรในการรับใช้ เพื่อสร้างคริสตจักรให้เจริญขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณและ

เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและความรู้เรื่องพระเจ้า เมื่อสมาชิกคริสตจักรรับเอาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ

เหล่านี้ ด้วยการเป็นผู้อารักขาของประทานแห่งพระคุณ ด้วยความสัตย์ซื่อคริสตจักรก็จะได้รับการปกป้องจากอิทธิพลของการทำลาย

จากคำสอนเท็จ คริสตจักรจำเริญขึ้นตามการเติบโตที่มาจากพระเจ้า อันเป็นการสร้างขึ้นจากความเชื่อและความรัก (โรม 12:4-8;

1 โครินธ์ 12:9-11; 27; 28 เอเฟซัส 4:8; 11-16 กิจการ 6:1-7; 1 ทิโมธี 3:1-13; 1 เปโตร 4:10; 11)

 

18.ของประทานในการเผยพระวจนะ
หนึ่งในจำนวนของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเผยพระวจนะ ของประทานนี้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงคริสตจักรที่เหลืออยู่ โดย

เปิดเผยให้เห็นจากการรับใช้ของนางเอเลน จี. ไวท์ ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวของพระเจ้า งานเขียนของนางไว้ท์ ยังทำหน้าที่ต่อเนื่อง เป็น

แหล่งข้อมูลความจริงที่มีสิทธิอำนาจเพื่อคริสตจักร สร้างความอบอุ่นใจ ชี้แนะแนวทาง สั่งสอนและแก้ไขสิ่งผิดพลาด ผลงานการเขียนเหล่านี้

กล่าวไว้ชัดเจนว่า พระคัมภีร์ คือ มาตรฐานตรวจสอบคำสอน ความรู้และประสบการณ์ทุกอย่าง (โยเอล 2:28; 29 กิจการ 2:12-21;

ฮีบรู 1:1-3; วิวรณ์ 12:17; 19:10)

 

19.พระบัญญัติของพระเจ้า
กฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่แห่งพระบัญญัติของพระเจ้า รวมอยู่ในพระบัญญัติสิบประการ และปรากฏให้เห็นเป็นแบบอย่างในชีวิตของพระคริสต์

พระบัญญัติเหล่านี้แสดงออกถึงความรัก น้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับการประพฤติ และการสัมพันธ์กับผู้อื่นของมนุษย์

เป็นสิ่งผูกพันคนทั้งหลายทุกยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกัน หลักการเหล่านี้เป็นรากฐานของพันธสัญญาของพระเจ้าที่กระทำไว้กับประชากรของ

พระองค์ และเป็นมาตร-ฐานการพิพากษาของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยชี้ให้เห็นความบาปและให้ตื่นขึ้น ให้สำนึกว่ามนุษย์ต้องการ

พระผู้ช่วยให้รอด ความรอดได้มาโดยทางพระคุณไม่ใช่โดยการประพฤติ แต่ผลพวงของความเชื่อคือความเชื่อฟังพระบัญญัติ ความเชื่อฟังนี้

พัฒนาอุปนิสัยของคริสเตียนและส่งผลให้มีชีวิตที่ดีงาม การเชื่อฟังด้วยความเชื่อแสดงออกให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระคริสต์ในการเปลี่ยน

แปลงชีวิต และเสริมสร้างกำลังการเป็นพยานของคริสเตียน (อพยพ 20:1-17 สดุดี 40:7; 8 มัทธิว 22:36-40 เฉลยธรรมบัญญัติ 28:1-14

มัทธิว 5:17-20 ฮีบรู 8:8-10 ยอห์น 15:7-10 ยอห์น 15:7-10 เอเฟซัส 2:8-10; 1 ยอห์น 5:3 โรม 8:3 สดุดี 19:7-14)

 

20.วันสะบาโต
องค์พระผู้สร้างผู้ทรงเกื้อกูล หลังจากที่ได้สร้างทุกสิ่งในหกวันแล้วพระองค์ได้ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด และทรงสถาปนาวันสะบาโตเพื่อ

มวลมนุษย์เป็นอนุสรณ์แห่งการเนรมิตสร้าง พระบัญญัติสิบประการข้อที่สี่ของพระเจ้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นกฎที่กำหนดให้รักษา

วันสะบาโตวันที่เจ็ดให้เป็นวันแห่งการพักผ่อน วันนมัสการ และการรับใช้ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนและวิถีปฏิบัติของพระเยซู ผู้ทรงเป็นเจ้า

เป็นนายเหนือวันสะบาโต วันนี้เป็นวันแห่งความยินดีในการเข้าสนิทกับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการไถ่ให้รอดในพระคริสต์

เป็นหมายสำคัญแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี ให้เราได้ลิ้มรสชาติแห่งราชอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า

ในอนาคต วันสะบาโต เป็นหมายสำคัญเนืองนิตย์ของพันธสัญญานิรันดร์ของพระเจ้าระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์ การรักษา

วันนี้ให้บริสุทธิ์ด้วยความชื่นชมยินดี เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินวันเริ่มต้น(วันศุกร์) ไปจนถึงดวงอาทิตย์ตกดินตอนเย็นวันถัดไป (วันเสาร์)

เป็นการเฉลิมฉลองพระราชกิจแห่งการเนรมิตสร้างและการไถ่บาปของพระเจ้า (ปฐมกาล 2:1-3 อพยพ 20:8-11 ลูกา 4:16 อิสยาห์ 56:5; 6;

58:13-14 มัทธิว 12:1-12 อพยพ 31:13-17 เอเศเคียล 20:12; 20 เฉลยธรรมบัญญัติ 5:12-15 ฮีบรู 4:1-11 เลวีนิติ 23:32 มาระโก 1:32)

 

21.ฉันทภาระ
เราทั้งหลายเป็นผู้อารักขาของพระเจ้า พระองค์ได้มอบเวลา และสิทธิพิเศษต่างๆ ความสามารถและทรัพย์สมบัติ ตลอดจนพระพร

ของโลกและทรัพยากรทั้งหลาย เราทุกคนจึงมีหน้าที่รับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ต่อพระองค์ โดยการนำไปใช้อย่างสมประโยชน์ ยอมรับว่าพระเจ้า

ทรงเป็นเป็นเจ้าของสิ่งทั้งปวงเหล่านี้โดยการรับใช้พระองค์และเพื่อนมนุษย์ด้วยความซื่อสัตย์ การถวายทศางค์ (สิบชักหนึ่ง-สิบลดหนึ่ง)

และการถวายอื่นๆ ก็เพื่อส่งเสริมภารกิจการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าสนับสนุนและพัฒนาคริสตจักรของพระองค์ให้เจริญขึ้น

ฉันทภาระเป็นโอกาสพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพื่อรับการอภิบาลในความรัก มีชัยชนะเหนือความเห็นแก่ตัวและความโลภ

ผู้อารักขาชื่นชมยินดีในพระพรมากมาย ที่หลั่งไหลไปสู่ผู้อื่นอันเป็นผลมาจากความสัตย์ซื่อของเขา (ปฐมกาล 1:26-28; 2:15; 1

พงศาวดาร 29:14 ฮักกัย 1:3-11 มาลาคี 3:8-12; 1 โครินธ์ 9:9-14 มัทธิว 23:23; 2 โครินธ์ 8:1-15 โรม 15:26; 27)

 

22.อุปนิสัยของคริสเตียน
เราทั้งหลายได้รับการทรงเรียกให้ดำเนินชีวิตอันดีงาม เป็นผู้มีความคิด ความรู้สึกและการกระทำที่สอดคล้องกับหลักการแห่งสวรรค์ เพราะ

พระวิญญาณได้สร้างลักษณะอุปนิสัยตามอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราขึ้นมาใหม่ภายในเราทั้งหลาย เราทั้งหลายจะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง

กับสิ่งที่เกิดผลแห่งชีวิตที่บริสุทธิ์เหมือนพระคริสต์เท่านั้น คือสิ่งที่ส่งเสริมสุขภาพและความชื่นชมยินดีในชีวิต ในที่นี้หมายถึงการบันเทิงต่างๆ

ของเราควรเป็นไปตามมาตรฐานชีวิตอันสูงส่งและงดงามของคริสเตียน ขณะที่เรายอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม การแต่งตัวจึงควร

เรียบง่าย เหมาะสมกับสมัยและสะอาดเรียบร้อย เหมาะกับบรรดาผู้มีความดีงามอย่างแท้จริง โดยไม่เป็นการแต่งกายเพื่ออวดอ้างภายนอกแต่

ให้เป็นการแต่งกายที่มีความงาม ความสุภาพของจิตใจภายใน คำนึงอยู่เสมอว่าร่างกายเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงดูแลร่างกายนี้

ด้วยการใช้สติปัญญา ออกกำลังและพักผ่อนอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงให้มากที่สุดและไม่รับประทาน

อาหารที่ไม่สะอาดตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ละเลิกไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ไม่สูบบุหรี่ และไม่ใช้ยาเสพย์ติดใดๆ ที่เป็นอันตราย

ต่อร่างกายโดยรับเอาสิ่งที่นำเอาความคิดและร่างกายให้อยู่ภายใต้หลักคำสอนของพระคริสต์ ผู้ทรงปรารถนาให้ร่างกายของเรามีความ

สมบูรณ์พร้อมทุกด้าน ทั้งความชื่นชมยินดีและความดีงามทั้งปวง (โรม 12:1; 2; 1 ยอห์น 2:6 เอเฟซัส 5:1-21 ฟิลิปปี 4:8; 2 โครินธ์ 10:5;

6:14-7:1; 1 เปโตร 3:1-4; 1 โครินธ์ 6:19-20; 10:31 เลวีนิติ 11:1-47; 3 ยอห์น 2)

 

23.ชีวิตสมรสและครอบครัว
พระเจ้าทรงสถาปนาพิธีสมรสในสวนเอเดน ได้รับการรับรองโดยพระเยซู เพื่อให้ทั้งชายและหญิงผูกพันกันในความรักและความเป็นหนึ่ง

เดียวกันตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สำหรับคริสเตียนนั้น การสมรสคือการถวายสัตย์ปฏิญาณกับพระเจ้าและปฏิญาณกับคู่สมรส ผู้เชื่อ

จึงควรสมรสกับผู้ที่มีความเชื่อเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายมีความรัก ให้เกียรติ ยกย่องและรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งถักทอเขาให้มีความ

สัมพันธ์ที่แนบสนิทสะท้อนให้เห็นความรัก การเคารพสิทธิ ความสนิทสนม และความยั่งยืนของสัมพันธภาพระหว่างพระคริสต์กับคริสตจักร

ในเรื่องการหย่าร้าง พระเยซูได้สอนไว้ว่าบุคคลใดหย่าขาดจากสามีหรือภรรยาของตน และสมรสกับผู้อื่น ผู้นั้นทำผิดล่วงประเวณียกเว้น

ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำผิดประเวณี แม้ว่าบางครอบครัวอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติ ฝ่ายสามีหรือภรรยาที่ได้อุทิศตนเพื่อ

พระคริสต์สามารถบรรลุถึงความรักผูกพันได้ โดยการทรงนำของพระวิญญาณ และการอภิบาลของคริสตจักร พระเจ้าทรงอวยพรแก่ครอบครัว

และมุ่งหวังให้สมาชิกในครอบครัวสนับสนุนกัน และกัน เพื่อจะได้ก้าวไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บิดามารดาจะต้องเลี้ยงดูบุตรให้รักและเชื่อฟัง

องค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นตัวอย่างแก่บุตรทั้งด้านความประพฤติและคำพูด สอนบุตรหลานให้รู้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้รักษาวินัยผู้รักห่วงใย เอา

ใจใส่เขาพระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคน เข้ามาเป็นสมาชิกในพระกายของพระองค์ ในครอบครัวของพระเจ้า จุดมุ่งหมายหนึ่งของข่าว

ข่าวประเสริฐในเวลาสุดท้ายคือการเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นในครอบครัว (ปฐมกาล 2:18-25 มัทธิว 19: 3-9 ยอห์น 2:1-11;

2 โครินธ์7:10; 11 อพยพ 20:12 เอเฟซัส 6:1-4 เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5-9 สุภาษิต 22:6 มาลาคี 4:5; 6)

 

24.พระราชกิจของพระคริสต์ในสถานศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์
ในสวรรค์มีสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตั้งอยู่ เป็นพลับพลาซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างไม่ใช่มนุษย์ พระคริสต์ทรงรับใช้เพื่อเราทั้งหลาย

เพื่อให้บรรดา ผู้เชื่อทั้งหลายได้รับการไถ่บาป โดยเครื่องบูชาซึ่งถวายบนไม้กางเขนเพียงครั้งเดียว พระองค์ได้รับ การสถาปนาให้เป็น

มหาปุโรหิตของเราทั้งหลาย ทรงเริ่มพระราชกิจการเป็นคนกลางหลัง จากที่พระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์ ในปี ค.ศ.1844 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุด

ตามคำพยากรณ์ 2300 วัน พระองค์ได้เสด็จเข้าสู่ห้องที่สอง (อภิสุทธิสถาน) เพื่อปฏิบัติพระราชกิจช่วงสุดท้าย ทำหน้าที่การพิจารณาพิพากษา

ซึ่งภาระกิจการชำระบาปทั้งหมด เหมือนกับการชำระ สถานศักดิ์สิทธิ์ในวันลบบาปของคนฮีบรูสมัยก่อน ในพิธีนี้สถานศักดิ์สิทธิ์ได้รับการชำระ

ด้วยเลือดสัตว์ที่ถวายบูชา แต่สถานศักดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ได้รับการชำระโดยเครื่องบูชาอันสมบูรณ์แห่งพระโลหิตของพระเยซูการพิจารณา

พิพากษาเปิดเผยแก่บรรดาชาวสวรรค์ว่าผู้ใดจากบรรดาคนที่นอนหลับ(ตาย) ในพระคริสต์เป็นผู้สมควรมีส่วนในการเป็นขึ้นมาจากความตาย

ครั้งแรกนอกจากนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ใดในบรรดาคนที่มีชีวิตอยู่ผู้เข้าสนิทกับพระคริสต์ รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า และความเชื่อ

ของพระเยซู พร้อมจะถูกรับขึ้นไปสู่แผ่นดินนิรันดร์ของพระองค์ การพิพากษานี้เป็นการตัดสินความยุติธรรมของพระเจ้าในการช่วยบรรด

ผู้เชื่อในพระเยซูได้รอด เป็นการประกาศว่าบรรดาผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้า จะได้รับแผ่นดินของพระองค์ เมื่อการรับใช้ในสถานศักดิ์สิทธิ์

ของพระคริสต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว เวลาแห่งพระกรุณาที่มีไว้สำหรับมนุษย์สิ้นสุดลงก่อนการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (ฮีบรู 8:1-5; 4:14-16;

9:11-28; 10:19-22; 1:3; 2:16; 17 ดาเนียล 7:9-27; 8:13; 14; 9:24-27 กันดารวิถี 14:34 เอเศเคียล 4:6 เลวีนิติ 16 วิวรณ์ 14:6; 7; 20:12; 22:12)

 

25.การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์
การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ เป็นความหวังแห่งพระพรของคริสต-จักร เป็นจุดสุดยอดของข่าวประเสริฐ พระผู้ช่วยให้รอดจะ

เสด็จมา เป็นจริง มนุษย์ทุกคนทั่วโลกจะเห็นพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จมา บรรดาคนชอบธรรมที่ตายแล้วจะฟื้นขึ้มา บรรดาคนชอบธรรมที่มี

ชีวิตอยู่จะได้รับศักดิ์ศรีและรับขึ้นไปสู่สวรรค์พร้อมกัน ส่วนคนอธรรมจะตาย ขณะที่คำพยากรณ์กำลังจะสำเร็จทั้งหมด อีกทั้งสภาพการณ์

ของยุคปัจจุบันของโลก เป็นสิ่งบ่งบอกว่าการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์จวนจะมาถึงแล้ว เหตุการณ์นี้ยังไม่ได้รับการสำแดงให้

เห็น เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายจึงควรสั่งสอนให้คนทั้งหลายเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ(ทิตัส 2:13 ฮีบรู 9:28 ยอห์น 14:1-3 กิจการ 1:9-11

มัทธิว 24:14 วิวรณ์ 1:7 มัทธิว 24:43; 44; 1 เธสะโลนิกา 4:13-18; 1 โครินธ์ 15:51-54; 2 เธสะโลนิกา 1:7-10; 2:8 วิวรณ์ 14:14-20;

19:11-21 มัทธิว 24 มาระโก 13 ลูกา 21; 2 ทิโมธี 3:1-5; 1 เธสะโลนิกา 5:1-6)

 

26.ความตายและการเป็นขึ้นมาจากความตาย
ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่พระเจ้าทรงเป็นองค์อมตะ ผู้จะทรงประ-ทานชีวิตนิรันดร์แก่บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงไถ่แล้ว คนทั้งหลาย

ที่ตายแล้วนอนหลับอยู่จนกว่าจะถึงวันนั้น เมื่อพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเราทั้งหลายเสด็จมาปรากฏ บรรดาคนชอบธรรมที่เป็น

ขึ้นมาจากความตายและบรรดาคนชอบธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้รับศักดิ์ศรี และถูกรับไปพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนการฟื้นขึ้นมาจาก

ความตายครั้งที่สอง เป็นการฟื้นขึ้นมาจากความตายของคนอธรรม จะเกิดขึ้นหลังจากหนึ่งพันปีผ่านไปแล้ว (โรม 6:23; 1 ทิโมธี 6:15;

16 ปัญญาจารย์ 9:5; 6 สดุดี 146:3; 4 ยอห์น 11:11-14 โคโลสี 3:4?1 โครินธ์ 15:51-54; 1 เธสะโลนิกา 4:13-17 ยอห์น 5:28;

29 วิวรณ์ 20:1-10)

 

27.ระยะเวลาหนึ่งพันปี และการสิ้นสุดของความบาป
ระยะหนึ่งพันปีเป็นเวลาที่พระคริสต์ และบรรดาผู้ชอบธรรมทั้งหลายครอบครองร่วมกันในสวรรค์ ในระหว่างการฟื้นจากความตายครั้งแรก

และครั้งที่สอง ในช่วงเวลานี้คนอธรรมที่ตายแล้วจะถูกพิพากษา โลกจะถูกทิ้งร้าง ไม่มีมนุษย์อาศัย แต่ซาตานและพรรคพวกของมันจะ

อาศัยอยู่ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาหนึ่งพันปี พระคริสต์จะเสด็จกลับมา และนครบริสุทธิ์จะลอยลงมาจากสวรรค์มายังโลก คนอธรรมที่ตาย

แล้วนอนอยู่จะเป็นขึ้นมาจากความตาย ซาตานและเหล่าทูตสวรรค์ชั่ว รวมกับคนเหล่านี้จะมาล้อมนครนั้นไว้ แต่ไฟจากพระเจ้าจะลง

มาล้างผลาญพวกเขาและชำระโลกนี้ จากนั้นทั่วจักรวาลจะเป็นอิสระจากความบาปและคนบาปตลอดไปเป็นนิตย์ (วิวรณ์ 20; 1 โครินธ์ 6:2,3

เยเรมีย์ 4:23-26 วิวรณ์ 21:1-5 มาลาคี 4:1 เอเศเคียล 28:18; 19)

 

28.โลกใหม่
ในโลกใหม่ที่บรรดาผู้ชอบธรรมอาศัยอยู่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมบ้าน นิรันดร์ให้แก่บรรดาผู้ได้รับการไถ่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์

พร้อม เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้พำนักอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ ด้วยความรักและชื่นชมยินดี และเรียนรู้อยู่ร่วมกับพระองค์ตลอดไป พระเจ้าจะทรง

อยู่ร่วมกับประชากรของพระองค์ ความทุกข์ยากและความตายจะล่วงไป สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจะร้องประกาศว่าพระเจ้าทรง

เป็นความรัก และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์อาเมน (2 เปโตร 3:13; อิสยาห์ 35; 65:17-25; มัทธิว 5:5;

วิวรณ์ 21:1-7; 22:1-5; 11:15)